[SF]LOVE's STORY : NC - 17

posted on 05 Dec 2008 18:41 by tem-gfiction

WARNING !!! : นิยายสั้นเรื่องนี้มีเนื้อหาไม่เหมาะกับเยาวชน (TT^TT)

และมีส่วนของชายรักชาย [Yaoi] หากรับไม่ได้กรุณาปิดหน้าเว็บหรือ Tab บล็อกนี้ไปเลยนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

 

 

Title: LOVE's STORY
Status: Short Fiction
Pairing: Choi TOP,Kwon Leader ft. YB×SR [Big Bang]
Author: Lovely_G
Rate : Nc-17


Credit : Chan_shinwon
ขอบคุณพี่ตาลสำหรับการจุดประกายความคิดครั้งนี้ฮับ TT-TT (ซึ้งเวอร์)
เจ๊ฮับ...เฟิร์สทำสำเร็จแล้ว~!!!! kirakira.gif


เอนซีเรื่องแรก
ภาษาอาจจะมีติดขัดบ้าง
ฝากคอมเนต์กันด้วยนะคะ


ขอบคุณผู้มีอุปการคุณทุกท่านค่ะ ... hima.gif












.....ความรัก....



ทำไมใครๆ ถึงได้ปรารถนาความรักนักนะ
ความรักที่สวยงาม... เพื่ออะไร


เพื่อความสุขอย่างนั้นหรือ...
เพื่อให้ชีวิตมีแต่ความสดใส


ความรัก...
อะไรคือความรัก

...เรื่องราวของความรัก...



.
.
.
.
.
.



-LOVE’s STORY-





ปลายดินสอจรดลงบนแผ่นกระดาษค้างไว้อยู่อย่างนั้น สุดท้ายก็ละออก
ซ้ำไปซ้ำมา แต่กลับไม่มีแม้ตัวอักษรใดๆ ปรากฏให้เห็น จะกี่นาทีผ่านไปหน้ากระดาษที่ตั้งใจจะเขียนเพลงสักเพลงก็ว่างเปล่า ในหัวหนักอึ้งราวกับถูกบีบรัดจนปวดหนึบจนต้องนิ่วหน้า แล้วความพยายามสุดท้ายก็สูญเปล่าเมื่อแท่งดินสอในมือถูกปล่อยทิ้งอย่างไม่ใยดี...



ใช่สิ...
เพียงเพราะไม่มีค่าแล้ว
ถึงได้ปล่อยมันกลิ้งตกพื้นอย่างไม่คิดจะสนใจ
เพียงเพราะเห็นว่าไร้ชีวิตจิตใจ จะใส่ใจไปก็เท่านั้น

มนุษย์ก็เป็นแบบนี้บ่อยๆ ไม่ใช่หรือไง
ถึงคราวตัวเองหมดความสำคัญบ้าง จะโวยวายไปทำไม



อา....ปวดหัวชะมัดเลย...



เสียงครางหลุดออกมาเบาๆ เมื่อถูกอาการปวดเล่นงานหนักมากขึ้นทุกที
ร่างโปร่งค่อยๆ ย้ายตัวเองออกจากโต๊ะเขียนหนังสือก่อนจะเดินมาทรุดตัวลงบนเตียงกว้างอย่างหมดเรี่ยวแรง คิ้วเรียวขมวดมุ่นกับมือที่ยกขึ้นมาคลึงขมับดูจะไม่ช่วยอะไรเลย


จียงยังนอนนิ่งอยู่แบบนั้น แม้ความปวดหนึบไม่ได้บรรเทาลงแม้แต่น้อย
ดวงตาคู่สวยปิดสนิท แต่เปลือกตากลับสั่นระริก อย่างอยากจะควบคุม มือเรียวกุมหน้าผากที่ซึมชื้นไปด้วยเหงื่อ
...ภายในห้องสี่เหลี่ยมที่อบอ้าว เครื่องปรับอากาศถูกปิดเหมือนกับบบานหน้าต่างทั้งหมด...



...มีเพียงเสียงถอนหายใจติดขัดดังขึ้นเบาๆ...


.
.
.




“จียง”

วินาทีที่ประสาทสัมผัสกำลังพร่าเลือน ร่างโปร่งกำลังอยากจะตัดตัวเองจากโลกภายนอก อยู่กับกลิ่นความทรมารจางๆ แต่แล้วเสียงคุ้นหูของใครบางคนก็ทำให้ร่างกายนิ่งงัน น้ำเสียงนั้นเรียกชื่อเขาเบาหวิว แต่ชัดเจน
ก้อนน้ำลายถูกกลืนลงลำคอที่แห้งผาก จียงจำต้องฝืนลืมตาขึ้นช้าๆ แต่ทันทีที่พยายามจะลุกขึ้นนั่ง ตัวเขาก็แทบจะเซวืด....หน้ามืด....



“ช...” เสียงแหบพร่าหลุดสบถแผ่วเบา



“ลุกไม่ไหวก็อยู่นิ่งๆ” เจ้าของเสียงคนเดิมพูดขึ้นหลังจากที่ดันให้คนอวดดีลงไปนอนได้ตามเดิม คนถูกบังคับได้แต่ส่งเสียงเรียกเบาๆ ขณะที่ปรือตามองอีกฝ่าย...



“ยองเบ...”


ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ให้สีหน้าเครียดๆ ของอีกคนที่กำลังยืนมองเขาอยู่ ราวกับอยากจะบอกว่าตัวเองไม่เป็นไร ติดก็แค่สภาพตอนนี้ไม่อำนวยกับการโกหกแบบนั้นเท่าไรนัก


“เป็นอะไรวะ” เค้าความเครียดลอยปะปนกับน้ำเสียง ทำให้จียงต้องยิ้มกว้างขึ้นอีกนิด อย่างอดไม่อยู่


“ปวดหัว...นิดหน่อย”


“นายเรียกแบบนี้ว่านิดหน่อย?!”


“ช่างฉันเถอะน่า” น้ำเสียงแหบๆ สวนกลับเบาๆ
จียงค่อยๆ พลิกตัว แล้วขยับค่อนไปหนุนหมอนบนหัวเตียงในท่าสบาย ความเงียบเริ่มปกคลุมเมื่อยองเบเองเลือกจะเงียบแบบนั้น ยืนมองเพื่อนรักนิ่งๆ หรืออันที่จริง...
ที่เขาเงียบ อาจจะเป็นเพราะกำลังกระวนกระวายจนทำอะไรไม่ถูก...


ไอ้คนที่บอกว่าให้ช่างมันน่ะ
อาการน่าเป็นห่วงน้อยอยู่เสียเมื่อไร



“กินยาหรือยัง”


“...”


ความเงียบกับรอยยิ้มกวนประสาททำให้ยองเบถึงกับถอนหายใจพรืด
ร่างสันทัดเตรียมจะก้าวเท้าออกไปหายาให้เพื่อนตัวดีที่ไม่รู้ว่ามันรู้หรือเปล่าว่าตัวเองหน้าซีดขนาดไหน
แต่ฝีเท้าก็ต้องชะงักเมื่อร่างโปร่งบนเตียงส่งเสียงเรียกไว้เสียก่อน



“ยองเบ”


“อะไร”


“.....เปล่า”

เสียงแหบเล็กตอบเบาๆ หลังจากนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่
แต่กระนั้นความหมายของมันก็ชัดเจนอยู่เต็มอกคนฟัง...
ยองเบถอนหายใจแผ่วเบาแล้วยกยิ้มบาง



“พี่ซึงฮยอนมันเข้านอนไปแล้ว เดี๋ยวนายก็เตรียมเข้านอนได้แล้ว พรุ่งนี้มีงาน”
คำบอกที่ทำให้คนฟังได้แต่หลุบตาลง พยักหน้ารับน้อยๆ กับประโยคกำชับ
ความอ่อนเพลียเล่นงานพวกเขาจนหมอบไปตามๆ กัน
ตารางงานแน่นเอียดจนไม่มีเวลาได้พักผ่อน



แต่ความเหนื่อยล้าทางร่างกาย
...พักผ่อนไม่นานก็คงจะหาย...
เขาเพียงแค่ต้องพักผ่อนก็เท่านั้น


.
.
.
.
.
.




ร่างสันทัดก้าวเท้าเข้ามาในห้องนอนตัวเองเชื่องช้าราวกับคนละเมอ
กว่าจะบังคับให้จียงที่แกล้งหลับให้ลุกขึ้นมากินยาก็เสียพลังงานไปมากโข น่าแปลกตรงที่คำขอบคุณเบาๆ คำเดียงจากจียงเรียกรอยยิ้มเขาได้ไม่อยาก แต่กว่าจะยอมให้เขากลับห้องหมอนั่นก็โอ้เอ้ให้อยู่เป็นเพื่อนอยู่นาน

กลัวจะไม่ได้หลับกันทั้งคู่เลยต้องบังคับให้มันรีบๆ นอนเสียที แล้วก็เดินกลับมานี่..



“พี่ดูมีความสุขนะฮะ”



ยองเบสดุ้ง...
คารีตวัดมองเจ้าของประโยคในทันที...อีซึงฮยอน...



เด็กหนุ่มอายุน้อยที่สุดในบ้านกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเล็กในห้องเขา
นัยน์ตาเรียวจ้องมองมากับใบหน้าที่ว่างเปล่าไม่บอกอารมณ์
ว่างเปล่าเกินไป...
จนดูก็รู้ว่าโกหก ความว่างเปล่าแข็งกระด้างถูกใช้เป็นเพียงหน้ากาก ปิดบังความอ่อนแอ..




“ทำไมยังไม่นอน”
เสียงนุ่มเอ่ยถาม สายตาที่จ้องตอบกลับทำให้กลายเป็นซึงรีเองที่หลบสายตา
ร่างโปร่งเงียบไม่ตอบคำถาม จนร่างสมส่วนต้องถามซ้ำ

“ซึงรี..?”

“ผมแค่อยากคุยกับพี่”

“คุยอะไร”





“พี่ก็รู้ดี”


ความเงียบปกคลุม...อีกครั้งที่สบตา
ไม่มีรอยยิ้ม



“พี่ว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้ว”




ไม่มี...น้ำตา
แต่ทำไมถึงเจ็บจังนะ






“รักผมบ้าง...ไม่ได้เลยหรือฮะ”

...ซึงรีอยากจะเข็มแข็ง
ซึงรีไม่อยากอ่อนแอ
ซึงรีไม่ได้อยากเป็นแบบนี้...

...แต่ปลายน้ำเสียงที่สั่นเครือราวกับจะตอกย้ำความจริงทุกอย่าง...



“พี่รักจียง”


“พี่ก็รู้ว่าพี่จียงรักคนอื่น”


.........


เสียงสะอื้นดังแผ่วเบา ท่ามกลางกำแพงความเงียบงัน ยองเบรู้ว่าน้องกำลังร้องไห้ แต่ไม่ได้ฟูมฟาย
หยาดน้ำตาถูกปาดออกลวกๆ ราวกับเป็นอีกครั้งที่เจ้าตัวพยายามจะสะกดกลั้น


“ผม...ฮึก...ผมรักพี่นะฮะ”





“แต่พี่ไม่ได้รักนาย”

ถ้อยคำเอ่ยสุดแสนจะเรียบเฉย
กรีดลึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า...ใจร้ายเหลือเกิน
ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้ต่างกันเลย..สุดท้ายแล้วก็ต้องเจ็บเหมือนกัน
ริมฝีปากเอื้อนเอ่ยประโยคที่ฝังลึก...




“ไม่มีใครรักผม”




เสียงถอนหายใจเหนื่อยอ่อนดังจากอีกฝ่าย
เหมือนจะบอกแทนคำพูดว่าเหนื่อยแล้วที่จะฟัง..รำคาญแล้วอย่างนั้นหรือ




“พี่รักนายซึงรี แค่ไม่ใช่แบบที่นายต้องการ”

.
.
.



คำว่ารัก
ใครๆ ก็ต้องการ
อยากเป็นคนที่ถูกรัก อยากให้เขารัก อยากได้ยินคำว่ารัก
แต่เมื่อได้มาแล้ว
เพียงแค่มันไม่ใช่ความรักอย่างที่หวัง จำเป็นด้วยหรือที่จะต้องโยนมันทิ้งไป...

อย่างน้อยก็ได้ชื่อว่ามีรักไม่ใช่หรือ เพียงแค่นั้นก็น่าจะพอ





++++



“แดซองขอน้ำหน่อย!”

เสียงโทนต่ำร้องเรียกหาคนใช้ทันทีที่ก้นถึงเบาะในห้องพัก เจ้าตัวทำท่าโอเวอร์แอ็คติ้งว่าเหนื่อยเต็มอัตราแล้วจริงๆ เรียกเสียงหัวเราะดังจากคนมองได้ไม่อยาก มือหนาปาดเหงื่อที่ซึมบนหน้าผาก ก่อนจะเอื้อมไปรับขวดน้ำจากน้องชายหน้าแป้น



“ไหวไหมฮะเนี่ย”
แดซองอดไม่ได้ที่จะเอ่ยคำถาม
เพราะที่ชายคนนี้พึ่งจะออกจากโรงพยาบาล แถมยังต้องขึ้นไลฟ์ขนาดนี้
แค่แรปไหวเขาก็ซูฮกจะแย่แล้ว

คนถูกถามยังคงแต้มยิ้มร่าเริงบนใบหน้าหล่อจัดเหมือนทุกครั้ง



“ฮ่า...ไหวสิไหว”



“ไหวอะไรฮะพี่ เห็นอยู่ว่าพี่เต้นพลาด”
คราวนี้ชเวซึงฮยอนถึงกับต้องรีบทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมสนิท เมื่อเสียงของซึงรีลอยมาว่าเข้าให้ อย่างออกจะแซวเล่นมากกว่า จนแดซองต้องส่งคำสนับสนุน


“ช่าย...พี่ก็เห็น”


“นิดเดียวน่า” คำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ดังขึ้น ก่อนสามเสียงจะระเบิดเสียงหัวเราะกันลั่นทั้งห้อง ติดแค่ว่าคนที่พึ่งเปิดประตูเขามา ไม่มีอารมณ์ขันตามเท่าไร



“แสดงพลาดมันเป็นเรื่องสนุกนักหรือไง”

เจ้าของตำแหน่งหัวหน้าวง ปรายสายตามองคนในห้องช้าๆ ด้วยใบหน้าเรียวที่ติดจะเหนื่อยอ่อน น้ำเสียงที่พูดออกมาฟังดูเนือยๆ มากกว่าจะเอาจริงเอาจัง ถึงอย่างนั้นความเงียบก็เริ่มจะปกคลุมไปทั่วบริเวณ เมื่อตาเรียวบัดนี้หยุดนิ่งอยู่ที่ร่างสูงของพี่ใหญ่ในวง


“ตั้งใจหน่อยได้ไหม พี่ซึงฮยอน?”

นัยน์ตาคู่สวยแฝงถ้อยคำปรามาส สบกับดวงตาคมที่นิ่งงันไปชั่วครู่ เพียงไม่นานร่างโปร่งก็เป็นฝ่ายละสายตาออก ก่อนจะเดินมาทิ้งตัวลงบนโซฟาเดี่ยวตรงข้ามกับที่ซึงฮยอนนั่งอยู่ วาจาที่พึ่งจะเอ่ยออกไปดูจะได้ผลชะงัด แม้คนถูกตัดพ้อจะไม่แสดงสีหน้าอะไรออกมา เพียงแต่เงียบไปอย่างสำนึกผิดไม่มากก็น้อย ผิดกับอีกคนที่เริ่มจะเป็นเดือดเป็นร้อนแทนพี่ชายเหลือเกิน



“พี่ซึงฮยอน เขาทำดีที่สุดแล้วนะฮะ” อีซึงฮยอนมีปฏิกิริยาตอบรับอย่างไม่น่าเชื่อ
เสียงของน้องเล็กไม่ได้ก้าวร้าวอย่างที่ควรจะเ