[Fic]Oh My Leader P.8 [END]

posted on 23 Nov 2008 11:41 by tem-gfiction

Title: Oh My Leader Part 7
Status: Fic
Pairing: Choi TOP,Kwon Leader ft. YB×SR [Big Bang]
Author: Lovely_G  [+::KimJi::+]

TALK : แอร๊งงงงงงงง :P

มาแล้วค่ะพี่น้อง T T ไม่ดองแล้ว เห็นมั้ย

กลัวโดนใครส่งระเบิดมาจริงๆ กร๊าชชช

เฟิร์สเคยเตือนหรือยังว่าอย่าคาดหวังกะผิคเรื่องนี้ =_=

ถ้ายัง งั้นขอเตือนเอาไว้ตรงนี้เลยนะคะ  TT-TT~

 

 

 

Enjoy...

 

 

++

 

 

“ป้าบ!!!”

 


เสียงฝ่ามือกระแทกลงไม่เบานักลงบนแผ่นหลังชวนให้ต้องร้องอักออกมาดังๆ ทำให้นัยน์ตาดุๆ ตวัดหาตัวการฉับ เท่านั้นเจ้าของมือก็หดคอวูบทั้งที่ตัวเองเป็นพี่มันแท้ๆ คนอายุมากกว่าแต่ส่วนสูงกลับไม่สมวัยสบถอุบ...

 

“ดุชิบ”

 

คนถูกบ่นเพียงแค่ลดสายตาลงก่อนจะค้อมหัวน้อยๆ เป็นเชิงขอโทษรุ่นพี่ร่วมค่าย แล้วอีกหนึ่งเสียงก็ดังเข้าหู
“เล่นอะไรไม่เข้าท่า มันไม่หันมาเสยก้านคอก็บุญแล้ว”

 


“หุบปากไปเลยไอ้หน้าหมี!”

คนหน้าหมียักไหล่ไม่สนใจเนืองๆ
แต่แล้วสงครามน้ำลายก็ต้องบังเกิด เพราะซองเบ็คยอกดันได้ยินประโยคบ่นอุบอิบของหัวหน้าวงที่น่าเคารพเหลือเกิน ทั้งที่แสนจะเบาแสนเบา ฟังไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ
โดยมีกองเชียร์เป็นอิมแทบินและโอจีนฮวานที่พากันกลั้นหัวเราะกึกๆ

 

แต่ตอนนี้เห็นจะมีอีกหนึ่งชีวิตที่ขำไม่ออก
เด็กหนุ่มที่เคยเป็นพี่คนโตเมื่ออยู่ในวง บัดนี้กลายเป็นไอ้น้องอ่อนประสบการ์ณในหมู่วันไทม์
ก็พึ่งรู้ว่าการจะปรึกษาอะไรกับรุ่นพี่ที่เคารพ ควรจะโทรนัดล่วงหน้าเอาไว้ก่อนก็วันนี้!

 

“นายเลยหนีมันออกมาแบบนี้หรอวะ ท๊อป!?”

 

ประโยคคำถามนั้นของซองเบ็คยอกที่เหมือนจะทำสัญญาสงบศึกชั่วคราวกับเท็ดดี้ปาร์คได้เป็นที่เรียบร้อย แล้วหันกลับมาสนใจปัญหาของรุ่นน้องที่ถ่อมาถึงคอนโดของแทบิน


ใช่...มันถ่อมาหาแทบิน

แต่ผิดหรือที่เบ็คกี้คนนี้จะกระตือรือร้นมากกว่าน้องชายกล้ามบึกนั่น...
เขาแค่อยากมีส่วนร่วม
แล้วทำไมไอ้ทีโอพีมันถึงต้องปรายสายตามองก่อนจะยอมพยักหน้าตอบด้วยวะ
=____________=

 

ถึงอย่างนั้นคำตอบก็ทำให้ร่างเล็กๆ เอามือตอบเข้าหัวเข่าดังฉาด ไม่วายกลายเป็นจุดรวมสายตานับแล้วสี่คู่ ของกลุ่มคนที่รวมตัวกันอยู่ตอนนี้ ให้ประสานกันเป็นตาเดียว จนเจ้าตัวต้องยิ้มแหย

 

ส่วนลีดเดอร์แห่ง 1TYM ขณะนี้เริ่มเอามือกุมขมับเป็นที่เรียบร้อย
เมื่อคนตัวดีตอนนี้เริ่มสั่งให้แทบินยกเบียร์มาวางบนโต๊ะ
แล้วเริ่มสวมหน้ากาก ประหนึ่งปรมาจารย์ด้านความรักมาเอง เตรียมสาธยายให้คนมาขอคำปรึกษาฟัง แกล้มแอลกอฮอล์ตั้งแต่บ่าย

 

แล้วมีรึคนอย่างเท็ดดี้จะให้มันกลายเป็นแบบนั้นไปจริงๆ
ร่างสูงใหญ่ตัดบทคนที่อ้างตัวว่าประสบการณ์รักโชนโชก โดนการคว้าข้อมือหมับแล้วดึงตัวหายออกไปแม้คนถูกลากจะดิ้นพราดๆ แต่ก็ไร้ผล จีนฮวานหัวเราะหึๆ กับคนสองคนที่โตเป็นควายแต่ยังทำอะไรไม่เจ้าท่า ก่อนจะตามออกไปบ้าง หลังจากที่ตบไหล่หนาของน้องชายต่างวงเบาๆ ไปสองสามที เป็นเชิงให้กำลังใจ

 

.
.
.

 


“น้ำตากับความรักมันของคู่กัน”

 

ตาคมสบมองคนพูดที่บัดนี้เหลือกันอยู่ลำพังแค่สองคน
คำพูดที่พอจะทำให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง ว่าคิดไม่ผิดที่มาถึงนี่ เพราะแค่ประโยคอินโทรก็กินขาดความหน้าเชื่อถือของพี่เบ็คกี้ไปแล้วกว่าครึ่ง ก่อนที่ชเวซึงฮยอนจะได้รู้ตัวว่าคิดผิดไปมหันต์ เมื่อได้ยินประโยคต่อมาของคนเป็นรุ่นพี่

 


“ทำเขาร้องไห้ได้ ก็ทำเขายิ้มได้ มันก็แค่นี้แหล่ะว่ะ”

 

 

+++

 

 

ตาเรียวถูกเรียกความสนใจให้ละจากรายการทีวี ที่น้อยครั้งจะมีโอกาสได้ดู ไปยังคนที่พึ่งจะเดินออกมาจากห้องหลังจากหายเข้าไปตั้งแต่เช้า แต่เพียงชั่วครู่ก็เสกลับไปมองจอโทรทัศน์เหมือนเดิม ราวกับไม่ใส่ใจอะไรมากมาย จนอีกฝ่ายเป็นผู้เอ่ยคำถามขึ้นก่อน...

คำถามที่คนถูกถาม นึกอยากจะเอารีโมตในมือเขวี้ยงปากคนถามเสียเหลือเกิน

 

“บิ๊กซึง..?”

 


“ไปข้างนอก”


คนฟังพยักหน้าหงึกหงักเบาๆ ก่อนจะทอกกายพึงลงกับพนักโซฟานุ่มตัวยาว ไม่ได้ซักไซ้อะไรต่อ กระนั้นหนึ่งคำตอบก็โพล่งขึ้นมาราวกับรู้ใจนักหนา

 

“ซึงรีเข้าไปเล่นอยู่กับแดซอง”

 

“.....อืม”

 


“.....”

 

“เมื่อเช้า...เป็นอะไร”

 

“เปล่า”


คำเดียวสั้นๆ แต่ทำให้ยองเบอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ
แล้วหยอดคำกระเช้าที่อีกฝ่ายได้ยินแล้วต้องหันกลับมาค้อนขวับ


“โกหกมันไม่ดีรู้ไหม”

 

“รู้แล้วจะเสือกถามทำไมวะ!” พูดเสียงห้วนพร้อมแยกเขี้ยวงุด 

 

“หึหึ...”

เสียงหัวเราะต่ำๆ ดังเข้าหูยั่วอารมณ์ขุ่น
จนจียงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยคำเสียดสี กึ่งประชดประชัน ที่ดูจะได้ผลชะงักนัก


“ถ้ารู้มากนัก...แล้วทำไมไม่รู้ตัวสักทีวะ ว่าน้องฉันมันคิดอะไรอยู่”
ถ้อยคำที่ตรึงให้ทุกอย่างเงียบงัน ชั่วอึดใจก่อนเสียงตอบรับจะแว่วขึ้นแผ่วเบา ราวกระซิบ...

 

“ฉันรู้...”

 

 

......เพล้ง......

 

 

!!

 

เสียงเดียวที่ทำให้บทสนทนาหยุดลงฉับพลัน
เสียงเดียวที่เรียกสายตาสองคู่ให้หันกลับไปหาต้นตอ
เศษแก้วที่เคยบรรจุน้ำเปล่า ที่หวังจะเอามาให้พี่ชายคนสนิท...
...บัดนี้แตกกระจายอยู่เบื้องหน้าคนที่อายุน้อยที่สุดในบ้าน...

 


อีซึงฮยอน

 


.
.
.

 

“ตามสิเว้ย รอแมวอะไรอยู่วะ!!”

 


เสียงแหวดังลั่นจากคนข้างๆ พร้อมกระฝ่ามือที่ประทับลงเต็มๆ กลางหลัง เรียกให้สติที่หลุดวูบกลับคืน
ยองเบต้องเบิกตากว้างนิดๆ พยักหน้าเบาๆ ให้ เพื่อนสนิท ก่อนจะรีบลุกขึ้นตามแผ่นหลังเล็กที่ตอนนี้กำลังเดินเร็วๆ ออกไป...

 

....

ถ้าตอนนี้ยังไม่พร้อม
แล้วเมื่อไหร่จะพร้อม
คือประโยคที่ดงยองเบเอาแต่ถามตัวเองตลอดเวลาที่เก็บตัวอยู่คนเดียว
...จำเป็นด้วยหรือที่ต้องรอให้สายไปเสียก่อน...?

สำหรับตอนนี้
เขาจะไม่พลาดอีกเป็นครั้งที่สอง...!

 


+++

 

 

จบแล้ว...
จบแล้วยองเบกับซึงรี...
จบแล้วใช่ไหม...?

 


แล้วทำไม
...เขาถึงไม่ดีใจอย่างที่ควรจะเป็น...
บางที...เรื่องของเขาเอง...มันกำลังจะจบใช่ไหม...?

 

วันนี้ไม่กลับบ้านงั้นหรอ..คิดถึงแย่
แล้วคืนนี้จะนอนกอดใคร...?

 

.
.
.
.
.

 


เที่ยงคืนกว่าๆ แล้ว ชเวซึงฮยอนพึ่งจะก้าวเท้ากลับมาบ้าน...

“น้ำตากับความรักมันของคู่กัน”

“ทำเขาร้องไห้ได้ ก็ทำเขายิ้มได้ มันก็แค่นี้แหล่ะว่ะ”


มันอาจจะจริงก็ได้...เฝ้าบอกตัวเองแบบนั้น
เอาแต่บอกตัวเองแบบนั้น...จนลืม
ลืมว่าทำอย่างไร เขาถึงจะทำให้จียงยิ้มได้...?

 


ถึงจริงๆ ประโยคหลังเขาจะไม่เคยได้ยินก็เถอะ
แต่พอจะถาม เท่านั้นรุ่นพี่ถึงได้ย้อนกลับประหนึ่งรู้ทันเหลือเกิน

“ไม่ลอง ก็ไม่รู้ อยากรู้ ก็ลองๆ ให้มันจบ!”

เหมือนจะเคลียร์...แต่ก็ไม่
ก็จะให้ไปทำอีท่าไหน แค่ตอนนี้อยากจะเดินไปหาจียง อยากจะเคาะประตู มือไม้มันก็แข็งขึ้นมาดื้อๆ ขนาดนี้!
ทำให้ยิ้มเหรอ... กลัวแต่จียงจะไม่อยากเห็นหน้าเขาอีกก็เท่านั้น
วันนี้เขาทำตัวไม่เข้าท่าไปขนาดนั้น ไม่โดนจียงเสยเอาสักทีก็ให้มันรู้ไป


...ถึงจะตัวแค่นั้น แต่ความจริงหนึ่งข้อคือควอนจียงก็คือผู้ชาย…


คิดมาถึงตรงนี้ เท้าที่กำลังจะก้าวถึงประตูห้องของคนที่ทำให้ใจว้าวุ่นมาตลอดบ่าย ก็ชะงักเอา ทั้งๆ ที่อีกสองก้าวก็ถึงจุดหมาย
ใช่....จียงเป็นผู้ชาย
แล้วก็เป็นผู้ชายที่นึกจะมีแรง...ก็แรงช้างขึ้นมาจริงๆ เสียด้วย

 

 

+++

 

 

สมพรปาก!

 

คำเดียวที่นึกสบถอยู่ในใจ...
ขณะที่ริมฝีปากได้รูปบัดนนี้หลุดมาด ร้องโอดโอยไม่หยุด
เมื่อมือบางกดสำลีหนักๆ ลงบนมุมปากที่กำลังเลือดซิบอย่างหมันไส้
ใครจะคิดว่าเขาจะทำให้ควอนจียงฉุนกึก จนเจอหน้าแล้วถึงขนาดเหวี่ยงกำปั้นหลุนๆ เข้าให้จริงๆ!

 


อยากรู้นักว่าไปเอามาจากไหน...

 

 

แต่เชื่อเถอะว่าชเวซึงฮยอนนอกจากจะร้องโอยตลอด แล้วมุมปากกำลังกระตุกยิ้มไม่ได้หุบ
ถึงจะมีเสียงบ่นอุบอิบที่โบ้ยว่าเป็นความผิดของเขาเองอยู่ตลอดช่วงการทำแผล
ถึงจียงจะกำลังทำหน้าง้ำหน้างอ
แต่ดูยังไงตอนนี้ก็น่ารักว่า ตอนหน้าขาวๆ ถูกน้ำตาปิดบังหมดไม่ใช่หรือ

 

...ก็หน้าตาแบบนี้ ที่คิดถึงมาตลอด...

 


ตลอดทั้งบ่าย...

 


“ยิ้มอะไรนักหนา! เดี๋ยวสำลีก็เข้าปากหรอก”

 


คำพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ บ่งบอกอารมณ์ ไม่ได้เป็นผลอะไรเลย
เมื่ออีกคนยังยิ้มไม่เลิก จนจียงนึกอยากจะเอาก้อนสำลีในมือยัดเข้าปากไอ้อดีตคนน๊อตหลุดนี่เสียที
ดูซิจะตายไหม....เฮอะ!

 


“ไหนบอกจะไม่กลับ?”

 


เอ่ยปากขึ้นใหม่หลังจากทำแผลให้คนตัวโตแล้วเป็นที่เรียบร้อย แต่เจ้าตัวก้เลือกที่จะหันความสนใจไปให้กล่องยาสามัญกล่องเล็กๆ นั่น แทนที่จะเป็นใบหน้าของคนถูกถามที่พอนิ่งได้ เท่านั้นนัยน์ตาคมๆ ก็ดูดีขึ้นอย่างน่าหมันไส้
ร่างโปร่งส่งเสียงพึมพำอย่างอดไม่ได้ที่จะน้อยใจ... “หายบ้าแล้วหรือไง”


เบาหวิว...แต่ชัดเจน

 


รอยยิ้มไม่ได้จางหาย บนใบหน้าคมของคนถูกหาว่าบ้าชั่วคราวแค่ย่างใด...
อีกประโยคของพี่แทบินที่ไปขอรบกวนอยู่ด้วยตั้งแต่เที่ยงกรออยู่ในหัวเบาๆ